โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STIs) พบได้บ่อยมาก และหลายโรคไม่มีอาการ บางโรค โดยเฉพาะหนองในเทียม (chlamydia) และหนองใน (gonorrhoea) อาจลามไปที่มดลูกและท่อนำไข่หากไม่ได้รักษา การตรวจทำได้เร็ว การรักษาได้ผล และการดูแลสุขภาพทางเพศเป็นส่วนหนึ่งตามปกติของการวางแผนครอบครัว
ทำไม STIs จึงสำคัญต่อการมีบุตร
องค์การอนามัยโลกระบุว่าหนองในเทียมและหนองในเป็นสาเหตุสำคัญของอุ้งเชิงกรานอักเสบและภาวะมีบุตรยากในผู้หญิง เชื้ออาจลามจากปากมดลูกขึ้นไปยังมดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่
ท่อนำไข่เป็นที่ที่ไข่และอสุจิพบกัน พังผืดอาจทำให้ท่ออุดตัน ทำให้ตั้งครรภ์ไม่ได้ หรือเพิ่มความเสี่ยงการตั้งครรภ์นอกมดลูก ซึ่งตัวอ่อนฝังตัวนอกโพรงมดลูก
CDC ระบุว่าผู้หญิงที่เคยเป็นอุ้งเชิงกรานอักเสบประมาณ 1 ใน 8 คนมีปัญหาในการตั้งครรภ์
การติดเชื้อที่ควรรู้จัก
| การติดเชื้อ | ข้อมูลสำคัญ |
|---|---|
| หนองในเทียม (chlamydia) | ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ อาจทำให้เกิด PID ท่อนำไข่เป็นพังผืด และมีบุตรยาก รักษาหายด้วยยาปฏิชีวนะ |
| หนองใน (gonorrhoea) | ผู้หญิงมักไม่มีอาการ อาจทำให้เกิด PID และเชื้อดื้อยามีมากขึ้น |
| ซิฟิลิสและพยาธิในช่องคลอด (trichomoniasis) | รักษาหายด้วยยาปฏิชีวนะเช่นกัน การตรวจและรักษาจึงคุ้มค่า |
| ไวรัสตับอักเสบบีและเอชพีวี (HPV) | STIs จากไวรัสที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน |
ในผู้ชาย หนองในเทียมและหนองในอาจทำให้เกิดการอักเสบเจ็บปวดบริเวณใกล้อัณฑะ ซึ่งส่งผลต่อการมีบุตรได้น้อยราย ทั้งสองฝ่ายจึงสำคัญ
อาการของอุ้งเชิงกรานอักเสบ
PID อาจมีอาการเล็กน้อยหรือไม่มีอาการเลย หากมีอาการ อาจพบ
- ปวดท้องน้อยหรืออุ้งเชิงกราน
- เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์
- ตกขาวผิดปกติ บางครั้งมีกลิ่น
- เลือดออกระหว่างรอบเดือนหรือหลังมีเพศสัมพันธ์
- มีไข้หรือแสบขณะปัสสาวะ
PID มักรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ การรักษาเร็วช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อน หากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์โดยเร็ว
การตรวจ การรักษา และคู่นอน
- เข้ารับการตรวจตรวจปัสสาวะหรือป้ายเชื้อเพื่อหาหนองในเทียมและหนองใน ทำได้เร็วและเป็นความลับ
- รักษาให้ครบรับประทานยาให้ครบทุกโดส งดมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะรักษาครบตามที่แพทย์แนะนำ
- รักษาคู่ด้วยคู่ควรได้รับการตรวจและรักษา เพื่อไม่ให้ติดเชื้อกลับไปมา
- ตรวจซ้ำการติดเชื้อซ้ำพบบ่อย CDC แนะนำให้ตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนหลังรักษาหนองในเทียม
การตรวจหนองในเทียมและหนองในมักใช้ตัวอย่างปัสสาวะหรือการป้ายเชื้อ CDC ระบุว่าอาจป้ายเชื้อจากลำคอหรือทวารหนักด้วยตามประวัติการมีเพศสัมพันธ์ เพราะการติดเชื้อในตำแหน่งเหล่านั้นก็อาจไม่มีอาการเช่นกัน
CDC แนะนำให้ผู้หญิงที่มีเพศสัมพันธ์อายุต่ำกว่า 25 ปีตรวจหนองในเทียมและหนองในทุกปี และผู้หญิงที่อายุมากกว่านั้นซึ่งมีคู่ใหม่หรือหลายคน
ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง PID และการป้องกัน
PID ส่วนใหญ่เกิดจากหนองในเทียมหรือหนองในที่ไม่ได้รักษา แต่ NHS ระบุว่าอาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียอื่นได้ เช่น หลังการแท้ง หัตถการที่ปากมดลูก หรือการใส่ห่วงอนามัย
การรักษามักเริ่มด้วยการฉีดยาปฏิชีวนะ ตามด้วยยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานประมาณ 2 สัปดาห์ และยาแก้ปวดหากจำเป็น การรักษาเร็วช่วยได้ แต่ความเสียหายของท่อนำไข่ไม่สามารถแก้กลับได้
CDC ระบุว่าวิธีป้องกันที่แน่นอนที่สุดคือการไม่มีเพศสัมพันธ์ หากมีเพศสัมพันธ์ การมีคู่เดียวระยะยาวที่ตรวจแล้ว และการใช้ถุงยางอนามัยสม่ำเสมอช่วยลดความเสี่ยง
การปกป้องการมีบุตร
- ใช้ถุงยางอนามัยอย่างถูกวิธีทุกครั้งกับคู่ใหม่
- ตรวจก่อนวางแผนมีบุตร และตรวจทั้งคู่หากทำได้
- สอบถามเรื่องวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีและ HPV
- แจ้งแพทย์หากเคยเป็น STI หรือ PID
- คิดว่าไม่มีอาการคือไม่ติดเชื้อ
- หยุดยาปฏิชีวนะก่อนกำหนดหรือแบ่งยาให้ผู้อื่น
- สวนล้างช่องคลอด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยง PID
หากเคยเป็น PID หรือ STI และกำลังพยายามมีบุตร แพทย์อาจตรวจว่าท่อนำไข่เปิดหรือไม่ ได้แก่ การฉีดสีเอกซเรย์ (HSG) อัลตราซาวด์ร่วมกับฉีดน้ำเกลือ (HyCoSy) หรือผ่าตัดส่องกล้อง (laparoscopy)
สุขภาพทางเพศก็คือสุขภาพ แพทย์พบการติดเชื้อเหล่านี้ทุกวัน การขอตรวจคือทางเลือกที่รับผิดชอบและใส่ใจ
สรุปการตรวจหนองในเทียม
หนองในเทียมมักไม่มีอาการ การตรวจจึงเป็นวิธีเดียวที่จะรู้ได้ หากไม่รักษาอาจนำไปสู่อุ้งเชิงกรานอักเสบ ท่อนำไข่เป็นแผลเป็น ท้องนอกมดลูก และมีบุตรยาก
| ใคร | คำแนะนำการตรวจของ CDC |
|---|---|
| ผู้หญิงอายุต่ำกว่า 25 ปีที่มีเพศสัมพันธ์ | ทุกปี |
| ผู้หญิงอายุ 25 ปีขึ้นไป | ทุกปีหากมีคู่ใหม่ หลายคน หรือคู่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ |
| ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย | ทุกปี |
| หลังการรักษา | ตรวจซ้ำประมาณ 3 เดือนต่อมา แม้คู่ได้รับการรักษาแล้ว |
- หลังรับยาครั้งเดียว ควรงดเพศสัมพันธ์ 7 วัน หากเป็นยา 7 วัน ให้งดจนกินยาครบ
- อุ้งเชิงกรานอักเสบมักรักษาด้วยยาปฏิชีวนะชนิดฉีด ตามด้วยยากินประมาณ 2 สัปดาห์
- งดเพศสัมพันธ์จนกว่าคุณและคู่จะรักษาครบและอาการหายไป
คำถามที่ควรถามเมื่อพบแพทย์:
- ฉันและคู่ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อะไรบ้างก่อนพยายามมีบุตร
- หากเคยเป็นอุ้งเชิงกรานอักเสบ ควรตรวจท่อนำไข่หรือไม่
- ควรตรวจซ้ำเมื่อใดหลังการรักษา
- คู่ของฉันจะตรวจและรักษาพร้อมกันได้อย่างไร
หากปวดอุ้งเชิงกรานรุนแรง เลือดออกมาก เวียนศีรษะ หรือไข้สูง ควรไปห้องฉุกเฉินทันที
ควรพบแพทย์เมื่อไร
- ปวดอุ้งเชิงกราน เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือตกขาวผิดปกติ
- คู่บอกว่าติด STI
- มีคู่ใหม่และยังไม่ได้ตรวจ
- เคยเป็น PID หรือ STI และกำลังวางแผนตั้งครรภ์
- ตั้งครรภ์และมีอาการปวดหรือเลือดออก
คำถามที่พบบ่อย
เคยเป็นหนองในเทียมมาก่อน ยังตั้งครรภ์ได้ไหม
หลายคนตั้งครรภ์ได้ หากใช้เวลานาน การตรวจท่อนำไข่ช่วยบอกได้ว่ามีการอุดตันหรือไม่
ท่อนำไข่ตันรักษาได้ไหม
ขึ้นกับความเสียหาย บางรายประเมินหรือรักษาได้ด้วยการผ่าตัดส่องกล้อง และเด็กหลอดแก้ว (IVF) ไม่ต้องอาศัยท่อนำไข่
คู่ต้องตรวจด้วยไหม
ใช่ การรักษาทั้งคู่ช่วยป้องกันการติดเชื้อกลับไปมา
บริการที่เกี่ยวข้องของ DBN
บทความที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- Sexually transmitted infections (STIs) fact sheet — World Health Organization
- About Pelvic Inflammatory Disease (PID) — CDC
- About Chlamydia — CDC
- About Gonorrhea — CDC
- Pelvic inflammatory disease — NHS
- Infertility: diagnosis — NHS
