การตรวจเช็กง่าย ๆ ก่อนเริ่มมีบุตรช่วยดูแลทั้งสุขภาพของคุณและลูกในอนาคต หลายเรื่อง เช่น วัคซีนที่ยังไม่ได้รับ หรือยาที่ไม่ปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์ แก้ไขได้ง่ายก่อนตั้งครรภ์ แต่ยากขึ้นเมื่อตั้งครรภ์แล้ว บทความนี้สรุปสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายทำได้
ทำไมต้องวางแผนล่วงหน้า
สมองและไขสันหลังของทารกเริ่มสร้างตั้งแต่ระยะแรกมาก ซึ่งมักเป็นช่วงที่ยังไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ สารอาหารที่เพียงพอ ยาที่ปลอดภัย และวัคซีนที่ครบถ้วนจึงสำคัญที่สุดในช่วงสัปดาห์แรก ๆ นี้
วัคซีนบางชนิดฉีดระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้ และยาบางตัวต้องเปลี่ยนล่วงหน้า การพบแพทย์ก่อนตั้งครรภ์ช่วยให้มีเวลาจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไม่เร่งรีบ
ควรนัดตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ล่วงหน้าสักสองสามเดือนก่อนเริ่มพยายามมีบุตร เพื่อให้มีเวลาฉีดวัคซีนหรือปรับยา
การตรวจร่างกายและตรวจเลือด
การพบแพทย์ก่อนตั้งครรภ์มักประกอบด้วยการตรวจร่างกาย และการพูดคุยเรื่องสุขภาพและประวัติครอบครัว แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจดังนี้
- ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และวัดความดันโลหิต
- ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อดูภาวะโลหิตจาง
- ตรวจเลือดดูภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันและอีสุกอีใส หากไม่แน่ใจประวัติวัคซีน
- ตรวจคัดกรองการติดเชื้อ เช่น เอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
- ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หากถึงกำหนด
หากครอบครัวฝ่ายใดมีโรคทางพันธุกรรม ควรสอบถามแพทย์เรื่องการให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์หรือการตรวจคัดกรองพาหะก่อนตั้งครรภ์
การตรวจก่อนตั้งครรภ์จะได้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อคุณเตรียมคำถามไป คำถามเหล่านี้อิงตามหัวข้อการดูแลก่อนตั้งครรภ์ของ Cleveland Clinic
- ความดันโลหิตและน้ำหนักของฉันอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะกับการตั้งครรภ์หรือไม่
- ฉันต้องตรวจเลือดเพื่อยืนยันภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันหรืออีสุกอีใสหรือไม่
- ยาตัวไหนใช้ต่อได้อย่างปลอดภัย และตัวไหนต้องเปลี่ยน
- ประวัติครอบครัวของเรามีอะไรที่ควรพบผู้ให้คำปรึกษาด้านพันธุกรรมหรือไม่
- คู่ของฉันควรตรวจอะไรบ้าง รวมถึงการติดเชื้อหรือไม่
ตามข้อมูลของ NHS สำหรับคนส่วนใหญ่ที่อายุ 39 ปีหรือน้อยกว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิดทุก 2 ถึง 3 วัน มีแนวโน้มที่จะตั้งครรภ์ได้ภายในหนึ่งปี
วัคซีน
การติดเชื้อหัดเยอรมัน (rubella) ระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้แท้งหรือทารกพิการรุนแรง หากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรฉีดวัคซีน MMR ซึ่งป้องกันหัด คางทูม และหัดเยอรมัน
| วัคซีน | ก่อนตั้งครรภ์ |
|---|---|
| MMR (หัดเยอรมัน) | ฉีดหากยังไม่มีภูมิ แล้วรอ 1 เดือนก่อนเริ่มพยายามมีบุตร |
| อีสุกอีใส | ฉีดหากยังไม่มีภูมิ และคุมกำเนิดต่อ 1 เดือนหลังฉีด |
| ไวรัสตับอักเสบบี | ฉีดหากยังไม่มีภูมิ และสามารถฉีดระหว่างตั้งครรภ์ได้ |
MMR และอีสุกอีใสเป็นวัคซีนเชื้อเป็น จึงไม่ฉีดระหว่างตั้งครรภ์ การตรวจภูมิคุ้มกันแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญ
ยา อาหารเสริม และโรคประจำตัว
กรดโฟลิกช่วยป้องกันความพิการของท่อประสาท (neural tube defects) ซึ่งเกี่ยวกับสมองและไขสันหลังของทารก ควรรับประทานวันละ 400 ไมโครกรัมก่อนตั้งครรภ์ บางคนต้องใช้ขนาดสูงกว่านี้ หากเคยตั้งครรภ์ที่ทารกมีความผิดปกตินี้ควรปรึกษาแพทย์
- นำรายชื่อยา วิตามิน และสมุนไพรทั้งหมดที่ใช้อยู่ไปด้วย
- ควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไทรอยด์ หรือโรคอื่น ๆ ให้ดี
- ถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าการรักษาที่ได้รับปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือไม่
- หยุดยาที่แพทย์สั่งเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
- คิดว่าสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ธรรมชาติปลอดภัยเสมอ
- ปล่อยโรคประจำตัวไว้จนตรวจพบว่าตั้งครรภ์แล้วจึงค่อยดูแล
โรคที่ควรปรึกษาก่อนเริ่มพยายามมีบุตร ได้แก่ โรคลมชัก เบาหวาน โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว และเอชไอวี แพทย์อาจปรับการรักษาให้ปลอดภัยที่สุดสำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคต
อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง การหยุดยากะทันหันอาจเสี่ยงกว่าตัวยาเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางก่อน
สุขภาพฟัน พฤติกรรม และคู่ของคุณ
ปัญหาเหงือกพบบ่อยในระหว่างตั้งครรภ์ การตรวจฟันก่อนเริ่มมีบุตรจึงเป็นเรื่องดี และการทำฟันระหว่างตั้งครรภ์ก็ปลอดภัยหากจำเป็น
- เลิกสูบบุหรี่ และขอความช่วยเหลือหากต้องการ
- งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่พยายามมีบุตร
- รักษาน้ำหนักให้เหมาะสม น้ำหนักน้อยหรือมากเกินไปอาจทำให้ตั้งครรภ์ยากขึ้น
- จำกัดคาเฟอีนไม่เกินวันละ 200 มิลลิกรัม หรือประมาณกาแฟสำเร็จรูป 2 แก้ว
ฝ่ายชายก็ควรพบแพทย์ ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทบทวนยา เลิกบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์ เพราะการสูบบุหรี่ ดื่มหนัก และโรคอ้วนส่งผลต่ออสุจิได้
ลำดับขั้นตอนอย่างง่าย
ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน การแบ่งขั้นตอนออกเป็นช่วงสองสามเดือนจะง่ายขึ้น และมีเวลาให้วัคซีนและการปรับยาเข้าที่
- ล่วงหน้าสองสามเดือนนัดตรวจสุขภาพทั้งสองคน นำสมุดวัคซีนและรายชื่อยาไปด้วย และถามว่าต้องตรวจเลือดอะไรบ้าง
- หลังทราบผลตรวจฉีดวัคซีนที่ยังขาด หากฉีด MMR หรืออีสุกอีใส ให้คุมกำเนิดต่ออีก 1 เดือน
- ก่อนเริ่มพยายามมีบุตรเริ่มกรดโฟลิก พบทันตแพทย์ และดูให้แน่ใจว่าโรคประจำตัวควบคุมได้ดี
- ระหว่างพยายามมีบุตรรักษาพฤติกรรมที่ดี จดวันมีประจำเดือน และพบแพทย์หากใช้เวลานานกว่าที่ควร
หากผลตรวจพบความผิดปกติ เช่น ธาตุเหล็กต่ำหรือไม่มีภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน ส่วนใหญ่รักษาได้ไม่ยาก การพบตั้งแต่ตอนนี้ช่วยให้เริ่มตั้งครรภ์ด้วยสุขภาพที่ดีกว่า
โปรดจำไว้ว่าคู่ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษเพื่อให้ตั้งครรภ์ เช็กลิสต์นี้มีไว้เพื่อให้คุณและลูกเริ่มต้นอย่างแข็งแรง ไม่ใช่เพื่อหาความผิดปกติ
เช็กลิสต์สำหรับพิมพ์
สำหรับฝ่ายหญิง
สำหรับฝ่ายชาย
สำหรับทั้งสองฝ่าย
ควรพบแพทย์เมื่อไร
- คุณใช้ยาประจำหรือมีโรคประจำตัว
- ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือไม่มา
- เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เคยผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน หรือเคยมีปัญหาในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
- ครอบครัวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีโรคทางพันธุกรรม
- พยายามมีบุตรมาแล้ว 12 เดือน (หรือ 6 เดือนหากอายุ 35 ปีขึ้นไป)
คำถามที่พบบ่อย
ควรเริ่มกรดโฟลิกเมื่อไร
ควรเริ่มก่อนพยายามมีบุตร หรือทันทีที่วางแผนตั้งครรภ์ โดยรับประทานวันละ 400 ไมโครกรัมทุกวัน
ฉีดวัคซีน MMR แล้ว ต้องรอนานเท่าไร
ควรรอ 1 เดือนหลังฉีดวัคซีน MMR ก่อนตั้งครรภ์ และแพทย์สามารถตรวจเลือดยืนยันภูมิคุ้มกันได้
ฝ่ายชายจำเป็นต้องตรวจด้วยหรือ
จำเป็น การติดเชื้อ ยา และพฤติกรรมของฝ่ายชายส่งผลต่อการมีบุตรและการตั้งครรภ์ได้ การตรวจทั้งสองฝ่ายจึงเหมาะสม
