เตรียมตัวก่อนมีบุตร

เช็กลิสต์สุขภาพก่อนตั้งครรภ์

การตรวจสุขภาพ ตรวจเลือด และวัคซีนที่ควรทำให้เรียบร้อยก่อนเริ่มมีบุตร ทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย

4 นาทีในการอ่านตรวจทานโดย นพ.ม.ร.ว. ทองทิศ ทองใหญ่ สูตินรีแพทย์

ประเด็นสำคัญ

01เริ่มรับประทานกรดโฟลิก (folic acid) วันละ 400 ไมโครกรัมก่อนเริ่มพยายามมีบุตร
02ตรวจภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันและอีสุกอีใส วัคซีนสองตัวนี้ต้องฉีดก่อนตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน
03ทบทวนยาทุกตัวกับแพทย์ แต่อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง
04ควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ให้ดีก่อน
05การมีบุตรเป็นเรื่องของสองคน ฝ่ายชายก็ควรตรวจสุขภาพ ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และปรับพฤติกรรมด้วย

การตรวจเช็กง่าย ๆ ก่อนเริ่มมีบุตรช่วยดูแลทั้งสุขภาพของคุณและลูกในอนาคต หลายเรื่อง เช่น วัคซีนที่ยังไม่ได้รับ หรือยาที่ไม่ปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์ แก้ไขได้ง่ายก่อนตั้งครรภ์ แต่ยากขึ้นเมื่อตั้งครรภ์แล้ว บทความนี้สรุปสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายทำได้

ทำไมต้องวางแผนล่วงหน้า

สมองและไขสันหลังของทารกเริ่มสร้างตั้งแต่ระยะแรกมาก ซึ่งมักเป็นช่วงที่ยังไม่รู้ตัวว่าตั้งครรภ์ สารอาหารที่เพียงพอ ยาที่ปลอดภัย และวัคซีนที่ครบถ้วนจึงสำคัญที่สุดในช่วงสัปดาห์แรก ๆ นี้

วัคซีนบางชนิดฉีดระหว่างตั้งครรภ์ไม่ได้ และยาบางตัวต้องเปลี่ยนล่วงหน้า การพบแพทย์ก่อนตั้งครรภ์ช่วยให้มีเวลาจัดการเรื่องเหล่านี้อย่างไม่เร่งรีบ

ควรนัดตรวจสุขภาพก่อนตั้งครรภ์ล่วงหน้าสักสองสามเดือนก่อนเริ่มพยายามมีบุตร เพื่อให้มีเวลาฉีดวัคซีนหรือปรับยา

การตรวจร่างกายและตรวจเลือด

การพบแพทย์ก่อนตั้งครรภ์มักประกอบด้วยการตรวจร่างกาย และการพูดคุยเรื่องสุขภาพและประวัติครอบครัว แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจดังนี้

  • ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง และวัดความดันโลหิต
  • ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (CBC) เพื่อดูภาวะโลหิตจาง
  • ตรวจเลือดดูภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันและอีสุกอีใส หากไม่แน่ใจประวัติวัคซีน
  • ตรวจคัดกรองการติดเชื้อ เช่น เอชไอวี ไวรัสตับอักเสบบี และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ
  • ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หากถึงกำหนด

หากครอบครัวฝ่ายใดมีโรคทางพันธุกรรม ควรสอบถามแพทย์เรื่องการให้คำปรึกษาทางพันธุศาสตร์หรือการตรวจคัดกรองพาหะก่อนตั้งครรภ์

การตรวจก่อนตั้งครรภ์จะได้ประโยชน์มากที่สุดเมื่อคุณเตรียมคำถามไป คำถามเหล่านี้อิงตามหัวข้อการดูแลก่อนตั้งครรภ์ของ Cleveland Clinic

  • ความดันโลหิตและน้ำหนักของฉันอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะกับการตั้งครรภ์หรือไม่
  • ฉันต้องตรวจเลือดเพื่อยืนยันภูมิคุ้มกันหัดเยอรมันหรืออีสุกอีใสหรือไม่
  • ยาตัวไหนใช้ต่อได้อย่างปลอดภัย และตัวไหนต้องเปลี่ยน
  • ประวัติครอบครัวของเรามีอะไรที่ควรพบผู้ให้คำปรึกษาด้านพันธุกรรมหรือไม่
  • คู่ของฉันควรตรวจอะไรบ้าง รวมถึงการติดเชื้อหรือไม่

ตามข้อมูลของ NHS สำหรับคนส่วนใหญ่ที่อายุ 39 ปีหรือน้อยกว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คุมกำเนิดทุก 2 ถึง 3 วัน มีแนวโน้มที่จะตั้งครรภ์ได้ภายในหนึ่งปี

วัคซีน

การติดเชื้อหัดเยอรมัน (rubella) ระหว่างตั้งครรภ์อาจทำให้แท้งหรือทารกพิการรุนแรง หากยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ควรฉีดวัคซีน MMR ซึ่งป้องกันหัด คางทูม และหัดเยอรมัน

วัคซีนก่อนตั้งครรภ์
MMR (หัดเยอรมัน)ฉีดหากยังไม่มีภูมิ แล้วรอ 1 เดือนก่อนเริ่มพยายามมีบุตร
อีสุกอีใสฉีดหากยังไม่มีภูมิ และคุมกำเนิดต่อ 1 เดือนหลังฉีด
ไวรัสตับอักเสบบีฉีดหากยังไม่มีภูมิ และสามารถฉีดระหว่างตั้งครรภ์ได้

MMR และอีสุกอีใสเป็นวัคซีนเชื้อเป็น จึงไม่ฉีดระหว่างตั้งครรภ์ การตรวจภูมิคุ้มกันแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญ

ยา อาหารเสริม และโรคประจำตัว

กรดโฟลิกช่วยป้องกันความพิการของท่อประสาท (neural tube defects) ซึ่งเกี่ยวกับสมองและไขสันหลังของทารก ควรรับประทานวันละ 400 ไมโครกรัมก่อนตั้งครรภ์ บางคนต้องใช้ขนาดสูงกว่านี้ หากเคยตั้งครรภ์ที่ทารกมีความผิดปกตินี้ควรปรึกษาแพทย์

ควรทำ
  • นำรายชื่อยา วิตามิน และสมุนไพรทั้งหมดที่ใช้อยู่ไปด้วย
  • ควบคุมเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไทรอยด์ หรือโรคอื่น ๆ ให้ดี
  • ถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าการรักษาที่ได้รับปลอดภัยต่อการตั้งครรภ์หรือไม่
ควรหลีกเลี่ยง
  • หยุดยาที่แพทย์สั่งเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • คิดว่าสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ธรรมชาติปลอดภัยเสมอ
  • ปล่อยโรคประจำตัวไว้จนตรวจพบว่าตั้งครรภ์แล้วจึงค่อยดูแล

โรคที่ควรปรึกษาก่อนเริ่มพยายามมีบุตร ได้แก่ โรคลมชัก เบาหวาน โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว และเอชไอวี แพทย์อาจปรับการรักษาให้ปลอดภัยที่สุดสำหรับการตั้งครรภ์ในอนาคต

อย่าหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง การหยุดยากะทันหันอาจเสี่ยงกว่าตัวยาเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือแพทย์เฉพาะทางก่อน

สุขภาพฟัน พฤติกรรม และคู่ของคุณ

ปัญหาเหงือกพบบ่อยในระหว่างตั้งครรภ์ การตรวจฟันก่อนเริ่มมีบุตรจึงเป็นเรื่องดี และการทำฟันระหว่างตั้งครรภ์ก็ปลอดภัยหากจำเป็น

  • เลิกสูบบุหรี่ และขอความช่วยเหลือหากต้องการ
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่พยายามมีบุตร
  • รักษาน้ำหนักให้เหมาะสม น้ำหนักน้อยหรือมากเกินไปอาจทำให้ตั้งครรภ์ยากขึ้น
  • จำกัดคาเฟอีนไม่เกินวันละ 200 มิลลิกรัม หรือประมาณกาแฟสำเร็จรูป 2 แก้ว

ฝ่ายชายก็ควรพบแพทย์ ตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทบทวนยา เลิกบุหรี่ และลดแอลกอฮอล์ เพราะการสูบบุหรี่ ดื่มหนัก และโรคอ้วนส่งผลต่ออสุจิได้

ลำดับขั้นตอนอย่างง่าย

ไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน การแบ่งขั้นตอนออกเป็นช่วงสองสามเดือนจะง่ายขึ้น และมีเวลาให้วัคซีนและการปรับยาเข้าที่

  1. ล่วงหน้าสองสามเดือนนัดตรวจสุขภาพทั้งสองคน นำสมุดวัคซีนและรายชื่อยาไปด้วย และถามว่าต้องตรวจเลือดอะไรบ้าง
  2. หลังทราบผลตรวจฉีดวัคซีนที่ยังขาด หากฉีด MMR หรืออีสุกอีใส ให้คุมกำเนิดต่ออีก 1 เดือน
  3. ก่อนเริ่มพยายามมีบุตรเริ่มกรดโฟลิก พบทันตแพทย์ และดูให้แน่ใจว่าโรคประจำตัวควบคุมได้ดี
  4. ระหว่างพยายามมีบุตรรักษาพฤติกรรมที่ดี จดวันมีประจำเดือน และพบแพทย์หากใช้เวลานานกว่าที่ควร

หากผลตรวจพบความผิดปกติ เช่น ธาตุเหล็กต่ำหรือไม่มีภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน ส่วนใหญ่รักษาได้ไม่ยาก การพบตั้งแต่ตอนนี้ช่วยให้เริ่มตั้งครรภ์ด้วยสุขภาพที่ดีกว่า

โปรดจำไว้ว่าคู่ส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องตรวจพิเศษเพื่อให้ตั้งครรภ์ เช็กลิสต์นี้มีไว้เพื่อให้คุณและลูกเริ่มต้นอย่างแข็งแรง ไม่ใช่เพื่อหาความผิดปกติ

เช็กลิสต์สำหรับพิมพ์

สำหรับฝ่ายหญิง

สำหรับฝ่ายชาย

สำหรับทั้งสองฝ่าย

เครื่องหมายบันทึกไว้ในเบราว์เซอร์นี้เท่านั้น

ควรพบแพทย์เมื่อไร

  • คุณใช้ยาประจำหรือมีโรคประจำตัว
  • ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือไม่มา
  • เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เคยผ่าตัดในอุ้งเชิงกราน หรือเคยมีปัญหาในการตั้งครรภ์ครั้งก่อน
  • ครอบครัวฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีโรคทางพันธุกรรม
  • พยายามมีบุตรมาแล้ว 12 เดือน (หรือ 6 เดือนหากอายุ 35 ปีขึ้นไป)

คำถามที่พบบ่อย

ควรเริ่มกรดโฟลิกเมื่อไร

ควรเริ่มก่อนพยายามมีบุตร หรือทันทีที่วางแผนตั้งครรภ์ โดยรับประทานวันละ 400 ไมโครกรัมทุกวัน

ฉีดวัคซีน MMR แล้ว ต้องรอนานเท่าไร

ควรรอ 1 เดือนหลังฉีดวัคซีน MMR ก่อนตั้งครรภ์ และแพทย์สามารถตรวจเลือดยืนยันภูมิคุ้มกันได้

ฝ่ายชายจำเป็นต้องตรวจด้วยหรือ

จำเป็น การติดเชื้อ ยา และพฤติกรรมของฝ่ายชายส่งผลต่อการมีบุตรและการตั้งครรภ์ได้ การตรวจทั้งสองฝ่ายจึงเหมาะสม

บริการที่เกี่ยวข้องของ DBN

บทความที่เกี่ยวข้อง

แหล่งอ้างอิง

  1. Vaccine Recommendations Before, During, and After Pregnancy — CDC
  2. Folic Acid: Sources and Recommended Intake — CDC
  3. Trying to get pregnant (planning your pregnancy) — NHS
  4. Prepregnancy Care — Cleveland Clinic
  5. Talking to Pregnant Women about Oral Health — CDC
  6. Foods to avoid in pregnancy (caffeine) — NHS

มีคำถามเกี่ยวกับกรณีของคุณ?

นัดปรึกษาครั้งแรกฟรี — ทีมของเราตอบทาง LINE ภายในไม่กี่นาที

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับสถานการณ์ของคุณ

↑