การพยายามมีบุตร รวมถึงการตรวจหรือรักษาภาวะมีบุตรยาก อาจส่งผลต่อความรู้สึก ความสัมพันธ์ และชีวิตประจำวันของคุณ องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าภาวะมีบุตรยากอาจทำให้เกิดความเครียด ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า และความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง ความรู้สึกเหล่านี้พบได้บ่อย และมีความช่วยเหลือให้เสมอ
ทำไมการพยายามมีบุตรจึงรู้สึกหนักใจ
ภาวะมีบุตรยากพบได้บ่อย องค์การอนามัยโลกประมาณว่าราวหนึ่งในหกของคนวัยเจริญพันธุ์จะประสบภาวะนี้ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต แต่หลายคนยังรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะเรื่องการมีบุตรไม่ค่อยถูกพูดถึงอย่างเปิดเผย
- วงจรความหวังและความผิดหวังในแต่ละเดือน
- แรงกดดันหรือคำถามจากครอบครัวและเพื่อน
- การนัดพบแพทย์บ่อย การฉีดยา และการลางาน
- ความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย ผลการรักษา และอนาคต
- ความรู้สึกผิด โทษตัวเอง หรือไม่มั่นใจในตัวเอง
ความรู้สึกของคุณไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นการตอบสนองตามปกติต่อประสบการณ์ที่ตึงเครียด
อารมณ์ในแต่ละช่วงของการรักษา
คู่มือสำหรับผู้ป่วยของ ESHRE (สมาคมเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์แห่งยุโรป) อธิบายว่าผู้เข้ารับการรักษาส่วนใหญ่จะมีอารมณ์เปลี่ยนไปในแต่ละช่วง การรู้ล่วงหน้าช่วยให้ความรู้สึกเหล่านี้น่ากลัวน้อยลง
| ช่วงการรักษา | ความรู้สึกที่พบบ่อย |
|---|---|
| ช่วงกระตุ้นไข่ด้วยฮอร์โมน | มักรู้สึกมีความหวังและมองโลกในแง่ดี |
| การเก็บไข่และการย้ายตัวอ่อน | กังวลมากขึ้น อ่อนเพลีย และมักรู้สึกใกล้ชิดคู่มากขึ้น |
| ช่วงรอผลสองสัปดาห์ | ความกังวลและความเครียดมักสูงที่สุด |
| ผลตรวจการตั้งครรภ์เป็นลบ | อาจรู้สึกเศร้ามาก ซึ่งพบได้บ่อย |
การรักษายังอาจกระทบการทำงาน ESHRE รายงานว่าราว 6 ใน 10 คนต้องลางานบ้างระหว่างรอบการทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) การวางแผนล่วงหน้าและสอบถามคลินิกจะช่วยได้
เมื่อส่งผลต่อความสัมพันธ์
ภาวะมีบุตรยากอาจทำให้ความสัมพันธ์และชีวิตทางเพศตึงเครียด โดยเฉพาะเมื่อการมีเพศสัมพันธ์เริ่มกลายเป็นตารางนัด ESHRE ระบุว่าผู้หญิงและผู้ชายมักรู้สึกต่างกัน ผู้หญิงอาจเครียดมากกว่าก่อนเริ่มรักษา ส่วนผู้ชายอาจเงียบเพื่อดูแลคู่ แต่กลับรู้สึกโดดเดี่ยว
- พูดคุยอย่างเปิดใจถึงความรู้สึกของกันและกัน
- ไปพบแพทย์ด้วยกันเมื่อทำได้
- ตัดสินใจเรื่องการรักษาร่วมกัน
- เผื่อเวลาทำสิ่งที่ชอบด้วยกันในฐานะคู่รัก
- โทษตัวเองหรือโทษคู่ของคุณ
- คิดว่าคู่ไม่ใส่ใจเพียงเพราะเขาแสดงออกต่างจากคุณ
- ปล่อยให้เรื่องการมีบุตรเป็นหัวข้อเดียวที่คุยกัน
วิธีดูแลใจอย่างอ่อนโยน
- หาข้อมูลที่ชัดเจนขอเอกสารอธิบายแต่ละขั้นตอน ESHRE ระบุว่าการเตรียมตัวช่วยลดความกังวลได้
- ถามเมื่อสงสัยไม่มีคำถามใดเล็กเกินไป การเข้าใจทางเลือกช่วยให้รู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น
- พึ่งพาคนรอบข้างเล่าให้คนที่ไว้ใจฟัง และเลือกได้ว่าจะบอกคนอื่นมากน้อยแค่ไหน
- ดูแลร่างกายการนอน การกินอาหารให้เป็นเวลา และการขยับร่างกายเบา ๆ ช่วยจัดการความเครียดในแต่ละวัน
- ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญผู้ให้คำปรึกษาหรือนักจิตวิทยาช่วยได้ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการรักษา
ASRM อธิบายว่ายังไม่ชัดเจนว่าความเครียดส่งผลต่อโอกาสตั้งครรภ์หรือไม่ จึงไม่ควรโทษตัวเองที่รู้สึกเครียด แต่การรับมือกับความเครียดให้ดีขึ้นก็ยังมีประโยชน์ เพราะช่วยให้รู้สึกควบคุมสถานการณ์ได้มากขึ้นและมีสุขภาวะที่ดีขึ้น
- เดิน โยคะ หรือการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอื่น ๆ
- การทำสมาธิ การฝึกสติ หรือการจินตภาพแบบมีผู้นำ
- การผ่อนคลายกล้ามเนื้อแบบก้าวหน้า
- การเขียนบันทึกความคิดและความรู้สึก
- การบำบัดด้วยการพูดคุย เช่น การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT)
- กลุ่มสนับสนุนหรือกลุ่มให้ความรู้ร่วมกับผู้ที่กำลังรักษาเช่นกัน
ที่ DBN คุณสามารถบอกแพทย์ได้เสมอว่ารู้สึกอย่างไร สุขภาพใจของคุณเป็นส่วนหนึ่งของการดูแล
ครอบครัวและเพื่อนช่วยได้อย่างไร
คำแนะนำที่หวังดีบางครั้งก็ทำให้เจ็บปวดได้ ASRM ระบุว่าการบอกให้ใครสักคน ผ่อนคลาย หรือ อย่าเครียด อาจทำให้เขารู้สึกถูกตำหนิและเครียดมากขึ้น การอยู่ข้าง ๆ และรับฟังมักเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากที่สุด
- ถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง แล้วตั้งใจฟัง
- เสนอความช่วยเหลือที่จับต้องได้ เช่น ขับรถไปส่งตามนัด
- ให้เขาเป็นคนเลือกว่าจะเล่ามากน้อยแค่ไหน
- บอกให้เขา แค่ผ่อนคลาย
- ถามซ้ำ ๆ เรื่องผลตรวจ หรือเมื่อไหร่จะมีลูก
- เปรียบเทียบเขากับเรื่องของคนอื่น
เมื่อใดควรพบผู้ให้คำปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิต
ESHRE แนะนำให้คลินิกเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยประเมินความต้องการด้านจิตใจ และส่งต่อผู้ที่จำเป็นไปรับการปรึกษาเรื่องภาวะมีบุตรยากหรือจิตบำบัด ลองขอความช่วยเหลือหาก
- รู้สึกเศร้าหรือกังวลเกือบทุกวันและไม่ดีขึ้น
- ทำงาน นอนหลับ หรือมีความสุขกับสิ่งต่าง ๆ ได้ยาก
- ความสัมพันธ์ตึงเครียดอย่างมาก
- ต้องตัดสินใจเรื่องยาก เช่น การหยุดรักษา
- กำลังรับมือกับการสูญเสียหรือการรักษาที่ไม่สำเร็จ
- คุณรู้สึกผิดหรือไร้ค่าแทบตลอดเวลา
- คุณเริ่มถอยห่างจากเพื่อนหรือสิ่งที่เคยชอบ
- การนอนหรือความอยากอาหารเปลี่ยนไป หรือคุณดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้น
ความช่วยเหลืออาจมาจากนักจิตวิทยา จิตแพทย์ นักให้คำปรึกษา นักสังคมสงเคราะห์ หรือนักบำบัดครอบครัว รวมถึงกลุ่มสนับสนุนที่ช่วยลดความรู้สึกโดดเดี่ยว ASRM แนะนำให้ขอให้แพทย์ส่งต่อไปยังผู้ที่มีประสบการณ์ด้านภาวะมีบุตรยาก
ช่วงสิ้นสุดการรักษาก็เป็นช่วงที่ต้องการการดูแลใจเช่นกัน ไม่ว่าคุณจะตั้งครรภ์หรือตัดสินใจหยุดรักษา ESHRE แนะนำให้นัดพูดคุยกับแพทย์ คุณอาจกังวลเรื่องการตั้งครรภ์ มีคำถามเกี่ยวกับทางเลือกอื่น หรือมีความรู้สึกเกี่ยวกับอนาคตที่ไม่มีบุตร
หากรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง ขอความช่วยเหลือทันที ไปห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด หรือโทรสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ของกรมสุขภาพจิต ฟรี เป็นความลับ ตลอด 24 ชั่วโมง บอกคนที่ไว้ใจ และพยายามอย่าอยู่คนเดียว
ควรพบแพทย์เมื่อไร
- อารมณ์ซึมเศร้าหรือกังวลเกือบทุกวันและไม่ดีขึ้น
- นอนไม่หลับ กินไม่ได้ หรือใช้ชีวิตประจำวันลำบาก
- รู้สึกหนักใจมากกับการตัดสินใจเรื่องการรักษา
- หลังการสูญเสียการตั้งครรภ์หรือการรักษาที่ไม่สำเร็จ
- มีความคิดทำร้ายตัวเอง ขอความช่วยเหลือด่วนหรือโทร 1323
คำถามที่พบบ่อย
รู้สึกเสียใจมากขนาดนี้เป็นเรื่องปกติไหม
ปกติค่ะ ความเครียด ความเศร้า และความกังวลพบได้บ่อยเมื่อพยายามมีบุตร โดยเฉพาะช่วงทำหัตถการและรอผล
คู่ของฉันดูเสียใจน้อยกว่า แปลว่าเขาใส่ใจน้อยกว่าหรือเปล่า
ไม่จำเป็นค่ะ คู่รักมักรับมือต่างกัน บางคนเงียบเพื่อดูแลอีกฝ่าย การพูดคุยกันอย่างเปิดใจจะช่วยได้
ขอรับการปรึกษาได้ทุกเมื่อไหม
ได้ค่ะ การดูแลด้านจิตใจช่วยได้ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการรักษา แจ้งแพทย์ได้เลย แพทย์จะช่วยหาความช่วยเหลือที่เหมาะสม
บริการที่เกี่ยวข้องของ DBN
บทความที่เกี่ยวข้อง
แหล่งอ้างอิง
- Infertility (fact sheet) — World Health Organization
- What psychosocial support should you get from your fertility clinic? (patient version of the ESHRE guideline) — ESHRE
- Help for suicidal thoughts — NHS
- 1323 Mental health hotline (สายด่วนสุขภาพจิต) — Department of Mental Health, Thailand (กรมสุขภาพจิต)
- Infertility counseling and support: when and where to find it — ASRM / ReproductiveFacts.org
- Stress and infertility — ASRM / ReproductiveFacts.org
